in

อยากลงทุนแฟรนไชส์เริ่มต้นอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ

สังเกตไหมว่า ธุรกิจหน้าร้านเล็กๆ ที่ตั้งตามพื้นที่ทั่วๆ ไป ส่วนมากเป็นธุรกิจรายย่อยของแฟรนไชส์ซอร์ ไม่ว่าจะเป็นแฟรนไชส์ไก่ทอด ลูกชิ้นทอด น้ำปั่น ปิ้งย่าง ไอศกรีม พิซซ่า และอื่นๆ อีกมากมาย มีทั้งสาขา1 สาขา2 จนหลายคนอาจคิดว่าเป็นเจ้าของคนๆ เดียวกันแต่เปิดหลายสาขา

 

จุดอ่อนของการเป็นแฟรนไชส์คือ นักธุรกิจหลายคนที่ซื้อแฟรนไชส์ไป มักชอบปรับเปลี่ยนสูตรต้นตำหรับจนลดความอร่อย ลดปริมาณของสินค้าลง และนี้ก็เปรียบเสมือนคุณวางระเบิดให้ทุกๆ สาขาแฟรนไชส์ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงไปด้วย หลายเสียงบอกว่า สาขานั้นอร่อยกว่าสาขานี้ ถ้าจะทานต้องไปสาขานี้ ก็เพราะเหตุเหล่านี้เองที่นักธุรกิจต้องรับรู้และแก้ไข

 

อยากลงทุนแฟรนไชส์กับเจ้าดังๆ ให้ลูกแฟรนไชส์ของเราดังแบบต้นตำหรับไม่ยาก เพียงแค่คุณต้องเริ่มต้นให้ดี ปูพื้นฐานการทำธุรกิจให้แน่น และจริงอยู่ว่า ทุกๆ แฟรนไชซอร์ (Franchisor) หมายถึง เจ้าของสิทธิ ซึ่งเป็นผู้ที่คิดค้นวิธีการทำธุรกิจ จนมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ และเป็นผู้ขายสิทธิการดำเนินการขายชื่อการค้าของตัวเองให้แก่ผู้อื่น นั่นก็คือ แฟรนไชส์ซี เป็นผู้รับสิทธิ์ในการดำเนินธุรกิจ ตามระบบที่เจ้าของสิทธิ์ได้จัดเตรียมไว้ รวมทั้งได้ใช้ชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้าเดียวกัน ต้องได้รับการสอนและเทรนด์งาน บางแฟรนไชส์ซอร์มอบกรรมสิทธิ์ให้คุณสามารถตกแต่งร้านเองได้ แต่ยังอยู่ในคอนเซปต์ของแบรนด์เดิม และสามารถเพิ่มเติมสูตรใหม่ๆ ได้ด้วยตนเอง และบางแฟรนไชส์ซอร์ให้ยึดมั่นในกรอบแผนธุรกิจเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของตัวเอง

 

แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้ซื้อแฟรนไชส์ว่า สามารถยอมรับเงื่อนไขของเจ้าของสิทธิ์ได้หรือไม่ แต่ก่อนอื่นอยากให้ทำความเข้าใจกับตัวเองดังนี้

  1. คุณมั่นใจในแบรนด์ของเขามากน้อยแค่ไหน
  2. แบรนด์ของเขามีกลุ่มลูกค้าวัยไหน เพศไหน ระดับฐานะไหน และเป็นกลุ่มที่เราอยากนำธุรกิจมาสานต่อหรือไม่
  3. ภาพลักษณ์โดยรวมของแบรนด์แฟรนไชส์นี้อยู่ในระดับดีแค่ไหน
  4. สินค้าของแบรนด์ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าทั่วไปและคุณได้ดีพอหรือยัง
  5. ชื่อเสียง การยอมรับในแวดวงธุรกิจโด่งดังมากแค่ไหน
  6. เงื่อนไขการร่วมธุรกิจเป็นที่น่าพึงพอใจแก่ตัวคุณหรือไม่
  7. รสชาติของสินค้า ความแปลกใหม่ของสินค้า สามารถครองความต้องการของลูกค้าได้ทุกยุคหรือไม่
  8. ทัศนคติของเจ้าของสิทธิ์โอเคสำหรับคุณหรือไม่

 

ซื้อการทำความเข้าใจตัวเองก่อนร่วมลงทุนกับแฟรนไชส์ซอร์มีความจำเป็นอย่างมาก อย่าฟังเสียงของคนรอบข้างมากเกินไป ต้องฟังเสียความต้องการของตัวเองและกลุ่มลูกค้าเป็นหลัก

เมื่อคุณตัดสินค้าลงทุนแฟรนไชส์ประเภทหนึ่ง ตัวอย่างเช่น อยากขายไก่ทอด ก่อนอื่นต้องมาดูว่า แบรนด์แฟรนไชส์ไหนมีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับมากที่สุด และคนพูดถึงมากที่สุด

คำถาม : หลายคนอาจเกิดข้อสงสัยว่า จะลงทุนขายไก่ทอด ลงทุนเองก็ได้ ไม่จำเป็นต้องไปซื้อแฟรนไชส์คนอื่นให้ยุ่งยาก เป็นเจ้าของธุรกิจตัวเองดีกว่า

ตอบคำถาม : จริงๆ คุณสามารถลงทุนขายไก่ทอดเป็นแบรนด์ของตัวเองได้ แต่ความนิยม ความโด่งดังคุณต้องเป็นคนเริ่มไต่เต้าพัฒนาเองใหม่หมด ลูกค้าหลายคนเห็นร้านขายไก่ทอดของคุณแรกๆ จะไม่เกิดความมั่นใจเลยทีเดียวว่าอร่อยจริง สะอาดจริง แต่การซื้อแฟรนไชส์กับเจ้าของดังๆ ทำให้คุณดูมีความน่าเชื่อถือในการทำธุรกิจ มีหน้าร้าน มีโลโก้ มีอุปกรณ์ครบ เพราะสิ่งของอำนวยความสะดวกอยู่ในเงื่อนไขการลงทุนที่ผู้ซื้อแฟรนไชส์ควรได้

 

เพราฉะนั้นสรุป 5 ข้อที่ควรพิจารณาก่อน-ซื้อขายแฟรนไชส์มีดังนี้

1.เลือกแบรนด์แฟรนไชส์ที่มีโอกาสอำนวย

การเลือกทำธุรกิจต้องดูพื้นที่การค้าของตัวเองว่า เอื้ออำนวยแก่การลงทุนหรือไม่ เช่น จะขายไก่ทอด ต้องดูว่า ในพื้นที่มีร้านขายไก่ทอดเยอะหรือไม่ กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ให้ความนิยมไก่ทอดมากแค่ไหน สามารถขายในราคานี้คนจะมีเงินซื้อหรือไม่ เป็นต้น

2.หาข้อมูล

เมื่อเราได้กลุ่มธุรกิจที่สนใจแล้ว ก็คัดให้เหมาะกับวงเงินลงทุนของเรา เช่น เปิดร้านไก่ทอดต้องการลงทุนทั้งหมดแค่ 5 หมื่นบาท เราก็ต้องหาข้อมูล กิจการที่เข้าสเป็กนี้มาไว้ในมือ เช่น หาจากอินเตอร์เน็ท หรือหาจากหนังสือไดเร็กทอรี่ ที่มีการรวบรวบข้อมูลในด้านนี้เอาไว้ หรือสอบถามจากผู้รู้ในวงการธุรกิจ เป็นต้น

3.สรุปข้อมูล

เมื่อมีรายชื่อเป้าหมาย ต่อมานำหลายๆ รายชื่อที่เราพึงพอใจมาพิจารณาอีกทีว่า รายไหนที่ตรงความต้องการมากที่สุด รายไหนมีชื่อเสียงและภาพลักษณ์ดีที่สุด และรายไหนน่าร่วมลงทุนด้วยมากที่สุด

 

4.ทำวิจัย

ก่อนที่จะมีการลงทุนใดๆ เราควรสร้างนิสัยใหม่ คือ ต้องทำวิจัยด้วยเราเอง การวิจัยนี้ ไม่ได้หมายความว่า จะต้องลงทุนทำเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต แต่หมายถึงว่าเราต้องลงสนามหาข้อมูลให้เพียงพอ ให้แน่ใจก่อนตัดสินใจ เช่น เปิดร้านไก่ทอด ต้องดูว่า ถ้าลงทุนในพื้นที่นี้จะได้กำไรคืนมาภายในกี่เดือน กลุ่มลูกค้าเยอะไหม คุณต้องค้นหาความจริงด้วยการการไปเยี่ยมชมร้านที่เปิดอยู่ให้มากที่สุด หากคิดว่า เสี่ยงที่จะลงทุนก็ทำเลย

 

5.ติดต่อแฟรนไชส์ซอร์

เมื่อตัดสินค้าเลือกซื้อแฟรนไชส์แบรนด์หนึ่ง แต่คนส่วนมากมักประสบปัญหาคือ ไม่รู้ว่าจะถามว่าอะไร กล้าๆ กลัวๆ จะถามไปก็กลัวว่าจะดูโง่หรือเปล่า ดังนั้น ทุกคำถามที่เราสงสัยคือประโยชน์ในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ บางคำถามคุณอาจจะถูกตะคอก หรือถูกมองว่าจุกจิกไปบ้าง แต่ก็ยังดีกว่าเสียเงินที่เก็บมาทั้งชีวิตไปลงทุนกับเขา แต่อย่างไรก็ตามขอให้คุณ ถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนนุ่ม ไม่ใช้อารมณ์เป็นหลัก ตัวอย่างคำถามเช่น

  • บริษัทนี้ เปิดมานานหรือยัง
  • มีสาขาไหนบ้าง เป็นร้านที่เป็นของแฟรนไชซี่กี่ แห่งอยู่ที่ไหน
  • มีพนักงานบริการกี่คน
  • เจ้างของชื่ออะไร คือใคร มีเจ้าของหรือหุ้นส่วนกี่คน
  • ต้องเตรียมเงินทั้งหมดเท่าไหร่ ในการลงทุนธุรกิจนี้ รายจ่ายปลีกย่อยที่ต้องใช้ทั้งหมดเท่าไร
  • กลุ่มลูกค้าคือกลุ่มไหนมากที่สุด สินค้าชิ้นไหนที่ขายดีสุด ต้องขายได้วันละเท่าไหร่ถึงจึงจะคุ้มทุนหรือพอค่าใช้จ่ายต่อเดือน
  • ถ้าร้านเปิดขึ้นแล้วคาดว่าจะมีกำไรเฉลี่ยต่อเดือนเท่าไหร่ และอะไรที่จะทำให้ขาดทุน
  • ต้องใช้พนักงานกี่คน ทำหน้าที่อะไรบ้าง
  • มีร้านที่ขาดทุนหรือไม่ เพราะอะไร
  • ความเสี่ยงของธุรกิจนี้ส่วนมากเจออะไร
  • หน้าที่ของบริษัทแม่คืออะไร และหน้าที่ของผู้ซื้อแฟรนไชส์ต้องทำอย่างไร
  • ขั้นตอนการเป็นแฟรนไชส์ ต้องทำอะไรบ้าง
  • ต้องใช้เวลาฝึกสอน และอบรมนานไหม

หรืออาจจะมีบางคำถามเพิ่มเติม คุณต้องลิสคำถามทั้งหมดไปถามในวันที่ติดต่อเข้าไปติดต่อ เพื่อไม่ให้เที่ยวและเสียเวลา ท้ายนี้จะลงทุนแฟรนไชส์ให้สำเร็จความตั้งใจต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง ความพยายามไม่ท้อถอยมาเป็นอันดับสอง และที่ขาดไม่ได้เลยคือ ความสะอาด ความสด สินค้าดี โดยต้องเอาใจลูกค้าทุกคนให้สามารถกลับมาซื้อซ้ำให้ได้ และนี่คือสิ่งสำคัญที่ต้องทำตามอย่างต่อเนื่อง ของให้ทุกคนโชคดี และประสบความสำเร็จอย่างที่คาดฝันไว้

ขายของทานเล่น ต้นทุนเบาๆ กำไรหนักอื้อ!!

เปลี่ยนความคิด พารวยไม่รู้ตัว!!